แนวโน้มบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย  
   
            อินโดนีเซียนับเป็นตลาดเป้าหมายของนักลงทุนและผู้ส่งออกทั่วโลก เนื่องจากจำนวนประชากรที่มีถึงราว 250 ล้านคน
มากเป็นอันดับ 4 ของโลก ขณะที่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียขยายตัวในอัตราสูงเฉลี่ยร้อยละ 5.8 ต่อปีในช่วงปี 2553-2557
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนของการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.3 ในช่วงดังกล่าว ทั้งนี้ ความ
ต้องการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมของอินโดนีเซียขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4.7
ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งบรรจุภัณฑ์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว เนื่องจากถือเป็น
ส่วนประกอบที่สำคัญของการผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นตัวกำหนดต้นทุนและราคาสินค้า รวมถึงเป็นเครื่องมือทางการตลาด
ในการกระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรติดตามแนวโน้มของตลาด อุตสาหกรรม และลักษณะของ
บรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีทิศทางที่สำคัญในปัจจุบัน ดังนี้

          ความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ในตลาดสินค้าอินโดนีเซีย
          • เครื่องมือส่งเสริมการตลาด : ท่ามกลางการแข่งขันบนชั้นวางจำหน่ายสินค้าที่ค่อนข้างรุนแรง บรรจุภัณฑ์ถือว่า
มีความสำคัญอย่างมากในฐานะเป็นตัวบ่งชี้ตำแหน่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์และของผู้ผลิตสินค้า (Brand/Product
Positioning) ไม่ว่าจะเป็นเกรดหรือกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายของสินค้า นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ยังมีส่วนช่วยสร้างภาพลักษณ์
ด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคอินโดนีเซีย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะ
ผู้บริโภคอินโดนีเซียที่ชอบทดลองสินค้าใหม่ๆ ในบรรจุภัณฑ์ที่มีสีสันแปลกตาและมีรูปทรงแตกต่างไปจากรูปทรงสี่เหลี่ยม
ธรรมดาแบบเดิม ขณะเดียวกันบรรจุภัณฑ์ยังเป็นช่องทางสื่อสารไปยังผู้บริโภค เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่กับผลิตภัณฑ์
ที่มีสูตรผสมใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงพัฒนาการของสินค้า หรือการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์เดิมเพื่อสร้าง
ภาพลักษณ์ความทันสมัยให้กับสินค้า
             ตัวอย่างแนวโน้มลักษณะบรรจุภัณฑ์ในตลาดอินโดนีเซีย
             - ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาความงาม : รูปทรงใหม่ อาทิ วงรี และรูปทรงที่ไม่สมมาตรต่างๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์
ทันสมัยและไม่จำเจ
             - ผลิตภัณฑ์อาหาร : สีสันสดใส เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยสำหรับเจาะตลาดผู้บริโภควัยรุ่น

          • มีผลต่อการกำหนดราคาสินค้า : ในมุมมองของผู้ผลิตและผู้บริโภค บรรจุภัณฑ์เป็นต้นทุนหนึ่งของสินค้าและ
เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ใช้กำหนดราคาสินค้า ทั้งนี้ การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ต้นทุนไม่สูงนักเพื่อช่วยให้สินค้ามีราคาถูกลงเริ่ม
เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นในตลาดอินโดนีเซีย เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคำนึงถึงความคุ้มค่าของสินค้าเป็นหลัก อาทิ บรรจุภัณฑ์
กระดาษที่มีลักษณะบางลงและน้ำหนักเบาขึ้น บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบยืดหยุ่นได้ (Flexible Plastic Packaging) และ
ขวดพลาสติกที่มีขนาดฝาขวดบางลง ขณะที่ความนิยมในบรรจุภัณฑ์ที่มีราคาสูงเริ่มลดลง อาทิ ขวดแก้วและบรรจุภัณฑ์
พลาสติกแบบหนา ตัวอย่างแนวโน้มความนิยมดังกล่าว ได้แก่ ขวดซอสแบบพลาสติกได้รับความนิยมมากกว่าขวดซอส
แบบแก้ว และน้ำมันพืชแบบเติมซึ่งบรรจุในถุงพลาสติกแบบยืดหยุ่นได้ ได้รับความนิยมมากกว่าน้ำมันพืชแบบขวดพลาสติก
แข็ง นอกจากนี้ ตลาดอินโดนีเซียยังมีกระแสความนิยมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้านชนิดเข้มข้น (Concentrate
Products) เนื่องจากถือเป็นสินค้าที่ประหยัดกว่าผลิตภัณฑ์แบบปกติ ส่งผลให้มีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ซึ่งมีขนาดเล็กลง
ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของชนชั้นกลางของอินโดนีเซีย ซึ่งมีพฤติกรรม
เลือกซื้อสินค้าที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก

          • กระแสสิ่งแวดล้อมเริ่มมีผลต่อการผลิตบรรจุภัณฑ์ : ปัจจุบันผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียยังตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม
ไม่มากนัก ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมยังไม่แพร่หลาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มให้ความสำคัญกับการ
กำจัดขยะบรรจุภัณฑ์ โดยในปี 2555 ได้ออกกฎระเบียบกำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าต้องทำหน้าที่รวบรวมและจัดการบรรจุภัณฑ์
สินค้าใช้แล้วของตน หากบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวไม่สามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งผู้ผลิตสินค้ามีระยะเวลาในการ
ปรับตัว 10 ปี เพื่อรับมือกับการบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว โดยคาดว่าผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มจะได้รับผลกระทบ
ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์สูงสุดที่ราวร้อยละ 70 ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดในตลาด ทั้งนี้ กฎระเบียบ
ดังกล่าวต้องการผลักดันให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม อาทิ พลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าผู้ผลิต
สินค้าจะเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นในระยะข้างหน้า

          อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย
          ตลาดบรรจุภัณฑ์ของอินโดนีเซียเป็นที่สนใจจากผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต่างชาติ เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่และ
เศรษฐกิจขยายตัวดี โดยการลงทุนของผู้ประกอบการต่างชาติส่วนใหญ่เน้นการเข้าซื้อกิจการในประเทศหรือเข้าร่วมทุน
กับผู้ประกอบการอินโดนีเซีย อาทิ บริษัทร่วมทุนระหว่าง Asahi Group Holding ของญี่ปุ่นและบริษัท Indofood Sukses
Makmur Tbk ของอินโดนีเซียเข้าซื้อกิจการบริษัท Pepsi-Cola Indobeverages ผู้ผลิตขวดสำหรับ Pepsi ในอินโดนีเซีย
ในปี 2556 ขณะที่บริษัท Thai Containers Group ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างเครือซิเมนต์ไทยกับบริษัท Rengo ของญี่ปุ่น
เข้าซื้อกิจการบรรจุภัณฑ์กระดาษของอินโดนีเซีย ได้แก่ บริษัท Primacorr Mandiri ในปี 2556 และบริษัท Indoris
Printingdo ในปี 2557 ทั้งนี้ การลงทุนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้า เนื่องจากภาค
เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของอินโดนีเซียยังมีทิศทางที่ดี ประกอบกับสถานการณ์การเมืองมีความมั่นคง ปัจจัยดังกล่าว
สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และนักลงทุนขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

          โอกาสของผู้ประกอบการไทย
          สินค้าส่งออกของไทยที่ได้ประโยชน์จากตลาดบรรจุภัณฑ์ของอินโดนีเซียเป็นสินค้าวัตถุดิบเป็นหลัก ได้แก่ เม็ด
พลาสติก (ส่งออกไปอินโดนีเซียมูลค่า 870 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2557 และขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 40.7 ในช่วง 5 ปี
ที่ผ่านมา) และแผ่นฟิล์มพลาสติก (มูลค่าส่งออก 117 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2557 ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 11.6 ในช่วง
5 ปีที่ผ่านมา) ขณะที่การส่งออกบรรจุภัณฑ์ของไทยไปอินโดนีเซียดูจะได้อานิสงส์ไม่มากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาอินโดนีเซีย
มีการลงทุนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต่างชาติรายใหญ่ ทำให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของอินโดนีเซีย
มีความสามารถในการผลิตระดับหนึ่งเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ โอกาสของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ของไทยจึง
ควรเน้นเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียเป็นหลัก เช่น เครือซิเมนต์ไทยที่รุกลงทุนผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษในอินโดนีเซียมาแล้ว
ระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งมีความพร้อมด้านเงินทุนจะเป็นผู้ที่มีโอกาสมากกว่า เนื่องจากตลาด
อินโดนีเซียต้องเน้นผลิตจำนวนมากในราคาที่แข่งขันได้ ทำให้โครงการลงทุนต้องมีขนาดใหญ่ และจำเป็นต้องเข้าเป็น
พันธมิตรหรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการอินโดนีเซียเพื่อให้สามารถเจาะตลาดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การประสานงานกับ
หน่วยงานราชการของอินโดนีเซียเป็นไปอย่างราบรื่น
 
  Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์
ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ
ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด